Loading comparison list ...

Tour comparison (0) Reset Compare
 

EasyBlog

This is some blog description about this site
Alexey Filatov has not set their biography yet

เกร็ดความรู้ 9 ข้อของซากุระที่หลายคนยังไม่รู้

เกร็ดความรู้ 9 ข้อของซากุระที่หลายคนยังไม่รู้

ตอนนี้ก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการชมซากุระอย่างเป็นทางการกันแล้วนะครับ! เชื่อว่าหลายๆคนคงเตรียมตัวเก็บกระเป๋าไปเที่ยวญี่ปุ่นตอนสงกรานต์เป็นแน่แท้! เพราะอีกไม่นานซากุระสีขาวก็จะบานกันเต็มเกาะอาทิตย์อุทัยแห่งนี้กันแล้วล่ะครับ ว่าแล้ววันนี้โอทารุก็เลยอยากจะมาเขียนเรื่องเกร็ดความรู้เกี่ยวกับซากุระที่ผมคิดว่าหลายๆท่านอาจจะยังไม่ทราบก็เป็นได้ เอาเป็นว่า เข้าเรื่องกันเลยครับ!

เพื่อความง่ายในการอ่านของเพื่อนๆ บล็อกนี้ผมจะแบ่งเป็นข้อๆนะครับจะได้สบายตา ^^

1. ซากุระมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Cherry Blossom

สำหรับบ้านเราจะใช้เรียกทับศัพท์ไปเลยว่า ซากุระ แต่บางทีฝรั่งที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเขาจะงงกับคำว่า Sakura ครับ เพราะประเทศทางตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา/แคนาดา จะใช้คำว่า Cherry Blossom เป็นคำทางการแทน ส่วน Sakura จะเหมือนภาษาพูดมากกว่า (ขณะที่บ้านเรามีน้อยคนที่จะเรียก Cherry Blossom)

2. ซากุระไม่ได้มีแค่ในญี่ปุ่น

จริงๆแล้วต้นซากุระสามารถขึ้นได้ในหลายประเทศไม่ใช่เฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้นครับ สำหรับประเทศที่มีซากุระให้ดูและชาวไทยคุ้นเคยก็คือ ไต้หวัน เกาหลี จีน อินเดีย ฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ตุรกี อังกฤษ รวมไปถึงบราซิล!

ซากุระยามเช้าที่ Jefferson Memorial, Washington D.C. สหรัฐอเมริกาครับ

3. คนญี่ปุ่นไม่นิยมปลูกซากุระไว้ในบ้าน

ที่คนไม่นิยมปลูกต้นซากุระในบริเวณบ้านในสมัยปัจจุบันนี้ก็เพราะซากุระเป็นพืชประหลาดชนิดหนึ่ง คือในฤดูร้อนมันจะดูดเก็บสะสมสารอาหารไว้ให้มากที่สุดเพื่่อที่จะบานอย่างเต็มที่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆแค่อาทิตย์กว่าๆ ดังนั้นในฤดูร้อนเปลือกลำต้นและใบของมันจะมีความหอมหวานอร่อยเคลือบเต็มทั้งต้น มันจึงเป็นที่โปรดปรานของพวกแมลงและตัวหนอนต่างๆมากมายและใครที่รู้จักชาวญี่ปุ่นดี ก็จะเข้าใจว่าคนชาตินี้เกลียดและกลัวแมลงเข้าบ้านขนาดไหน!!!!

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลปลีกย่อยอีกครับ เช่น มันเป็นพืชรากตื้นไม่แข็งแรง ต้านทานลมพายุก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ (เวลาพายุมาที่ญี่ปุ่นนี่ไม่เหมือนเมืองไทยนะครับ ลมแรงมากจนเครื่องบินไม่กล้าบินขึ้นกันเลยทีเดียว บ้านเรามีน้อยมากๆครับ แต่ที่ญี่ปุ่นนี่ฤดูมรสุมของเขาโหดจริง) ดังนั้นถ้าเจอพายุแรงมากๆ ก็มีสิทธิ์โค่นลงมาได้ครับ! แต่ที่กล่าวมานั้นไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนญี่ปุ่นปลูกซากุระในบ้านนะครับ เศรษฐีบางคนที่มีพื้นที่มากๆ เขาก็ปลูกไว้ชมซากุระหลังบ้านเองก็มี (ก็มีเงินบำรุงรักษา+กำจัดแมลงอ่ะนะ) เพียงแค่กลุ่มเศรษฐีที่ว่ามานี้ก็มีเพียงหยิบมือแหละครับ ที่เหลือปกติทั่วไปก็ไปชมตามสวนสาธารณะหรือสถานที่ต่างๆนอกบ้านกันเกือบทั้งประเทศนั่นแหละครับ

4. ประเพณีการชมซากุระมีมาตั้งแต่สมัยโบราณเกินพันปีแล้ว

การชมซากุระสามารถสืบค้นไปได้ถึงสมัยนาระโน่นเลย(ราวๆ 1400 ปีก่อนหน้านี้) โดยในสมัยก่อนนั้นราชสำนักญี่ปุ่นได้รับเอาประเพณีชอมดอกไม้นี้มาจากเมืองจีน เพียงแต่ในสมัยนั้นคำว่าชมดอกไม้ ยังไม่ได้หมายถึงการชมดอกซากุระ แต่มันคือการชม "ดอกบ๊วย" ตามประเพณีของชาวจีนครับ

พูดถึงการชมดอกบ๊วยในสมัยก่อนนั้น ชาวญี่ปุ่นก็จะชมจากในบ้านหรือในปราสาทราชวังแบบเงียบๆ เรียบง่ายคล้ายๆกับการนั่งชมสวนและทำสมาธิแบบนิกายเซ็นนั่นล่ะครับ จวบจนเข้าสู่สมัยเฮอันได้เกิดการก่อกบฏและเกิดความวุ่นวายขึ้นในราชวงศ์ถัง ชาวญี่ปุ่นจึงได้หยุดการติดต่อและตัดความสัมพันธ์กับราชวงศ์ถังในที่สุด ซึ่งก็หมายความว่าญี่ปุ่นไม่ได้มีสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแผ่นดินใหญ่หลังจากนั้นเป็นต้นมา และต่อมาชาวญี่ปุ่นก็หันมาชมดอกซากุระแทน 

เวลาล่วงเลยมาถึงยุคเซนโกกุ (ยุคขุนศึกช่วงปี ค.ศ. 1467-1603) ในสมัยของท่านโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ท่านได้ริเริ่มนำข้าราชบริพารกว่าหนึ่งพันคนออกมาชมดอกซากุระบานอย่างสนุกสนานรื่นเริงที่วัดไดโกะจิ เมืองเกียวโต นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเพณีการออกมาชมดอกซากุระบานและร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานรื่นเริงใต้ต้นซากุระก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

สำหรับประวัติความเป็นมาของสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) มีกล่าวไว้ว่าโชกุนโตกุกาวะ โยชิมุเนะ โชกุนลำดับ 8 แห่งตระกูลโตกุกาวะ ได้มีความคิดริเริ่มปลูกต้นซากุระขึ้นเพื่อให้ชาวเมืองได้ชมดอกไม้อย่างมีความสุขที่สวนสาธารณะอาสึกะ เขตคิตะโอจิ โดยท่านได้ลงมือปลูกต้นซากุระสายพันธุ์โซเมย์ โยชิโนะ (Somei Yoshino) ด้วยตัวท่านเองหลายต้นและท่านได้สั่งให้ปลูกต้นซากุระรวมทั้งหมดถึง 1,270 ต้นเลยทีเดียว และเมื่อฤดูดอกซากุระบานมาถึง ท่านโชกุนและข้าราชบริพารต่างก็พากันออกมาชมดอกไม้และร้องรำทำเพลงรวมทั้งเล่นดนตรี มีทั้งพิณซะมิเซ็งและตีกลองร้องเพลงอย่างสนุกสนานจนกลายมาเป็นประเพณีฮานะมิดังเช่นทุกวันนี้ในที่สุด 〜

ปัจจุบันสวนสาธารณะอาสึกะได้กลายมาเป็นสถานที่ชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงควบคู่กับสวนอุเอโนะมาจนถึงทุกวันนี้ครับ

5. รากศัพท์ของคำว่า ซากุระ กับ ฮานะมิ มีที่มาที่น่าสนใจ

คำว่า ซากุระ มาจากคำว่า ( 咲 ) ซากุ แปลว่า บาน แล้วมีคำว่า "ระ" มาต่อท้ายเพื่อให้ออกเสียงสัมผัสที่นุ่มนวลและสวยงาม

ในสมัยโบราณนานมาแล้วชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อตามตำนานว่า มีเทพเจ้าแห่งการเพาะปลูกนามว่า เทพธิดาซากะมิ (サ神) ซึ่งเป็นเทพธิดาผู้เลอโฉมผู้ซึ่งลงมาจากสวรรค์ 〜 座 (คุระ) พระนางมีผิวพรรณเป็นสีชมพูเหมือนกลีบดอกซากุระ และได้รับการกล่าวขายในความงดงามยิ่งนัก พระนางจะลงมาสิงสถิตย์อยู่ในต้นซากุระในฤดูเพาะปลูกและมีหน้าที่คอยปกป้องดูแลผลผลิตให้กับชาวนา ดังนั้นชาวนาญี่ปุ่นจึงนิยมปลูกต้นซากุระบนที่นาของตัวเองแล้วทำพิธีเซ่นไหว้ก่อนถึงฤดูเพาะปลูกซึ่งก็ตรงกับฤดูดอกซากุระบานพอดี ชื่อของดอกไม้ชนิดนี้จึงกลายมาเป็น ซากุระ ( 桜 ) โดยใช้ตัวอักษรคันจิ คำว่า หญิงสาวยืนอยู่ข้างต้นไม้ที่มีเกสรร่วงหล่นลงมา

ความเชื่อนี้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันว่า ถ้าทานอาหารใต้ต้นซากุระแล้วมีเกสรของดอกซากุระร่วงหล่นมาสัมผัสกับอาหารจะมีความโชคดี มีสุขภาพดีและอุดมสมบูรณ์ไปตลอดทั้งปี และต่อมาความเชื่อนี้ก็กลายมาเป็นประเพณีชมดอกซากุระบานและกินอาหาร ร้องรำทำเพลงใต้ต้นซากุระ ซึ่งนั่นก็คือประเพณี ฮานะมิ ( 花見 ) จวบจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับ!

6. สมัยก่อนซากุระ นิยมปลูกในวัดหรือสุสาน

ตั้งแต่สมัยเซนโกกุ (สมัยขุนศึกชิงอำนาจกันเอง) ต่อเนื่องมาเรื่อยๆจนถึงสมัยเอโดะตอนต้น ชาวญี่ปุ่นนิยมปลูกต้นซากุระบนหลุมศพผู้ตาย/ผู้ซึ่งเป็นญาติและผู้เป็นที่รัก ดังนั้นความเชื่อโบราณของชาวญี่ปุ่นก็คือ ซากุระเป็นดอกไม้ที่สื่อถึงความโศกเศร้าและความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิต เพราะชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้นนัก ดังนั้นเราจึงไม่ควรประมาทในชีวิตและจะทำสิ่งใดก็อย่าผลัดวันประกันพรุ่งนั่นเองครับ!

ทว่าในปัจจุบัน หลายๆวัดหรือสุสานก็ได้กลายมาเป็นที่ชมซากุระแบบเงียบสงบไปโดยปริยาย ส่วนความน่ากลัวนั้น ตัวผมเองเคยดูซากุระในสุสานก็ขอบอกว่า ไม่น่ากลัวแม้แต่น้อยครับ แถมคนไม่เยอะอีกต่างหาก ถ้าชอบเงียบๆก็ชมได้ครับ ไม่ได้วังเวงมากมาย ^^

ะ ภาพประกอบ เชื่อผมหรือยังล่ะ?? (โอทารุถ่ายที่วัด Onsen-ji เมือง Gero ครับ)

7. ซากุระไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าจะบานวันไหน 

ปกติแล้วซากุระจะบานไม่ค่อยตรงกันในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสถาพอากาศในปีนั้น บวกกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภาวะโลกร้อน หรือพายุที่เคลื่อนตัวเข้ามาที่ญี่ปุ่นด้วยครับ นอกจากนี้แต่ละพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นนั้น ช่วงเวลาของซากุระก็จะบานช้าเร็วต่างกันด้วย อย่างเช่น หมู่เกาะโอกินาวะที่ชาวไทยเริ่มรู้จักนั้น ซากุระบานตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว ขณะที่ในโตเกียว กว่าจะบานก็ล่อไปปลายเดือนมีนาคมโน่นแหละครับ

8. สายพันธุ์ที่พบเจอง่ายที่สุด คือ Somei Yoshino (สีขาว) และเป็นตัวแทนของฤดูกาลชมซากุระด้วย

จริงๆแล้วหลายคนอาจจะบอกว่า "เฮ้ย! ก็ซากุระมันบานตั้งแต่กุมภาพันธ์แล้วนี่ สีชมพูสวยงามไง ที่ Kawazu หรือที่ Ueno ก็เห็น" ใช่ครับ นั่นแหละซากุระ แต่เรื่องที่หลายคนยังไม่ทราบคือ ซากุระสีชมพูที่เห็นนั้นเป็นสายพันธุ์อื่น ส่วนสายพันธุ์ที่คนญี่ปุ่นจัดให้เป็นตัวแทนของฤดูกาลชมซากุระคือ สายพันธุ์ Somei Yoshino ซึ่งมีสีขาว ส่วนต้นที่ได้รับการกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดฤดูกาลที่ว่าก็คือ ต้นซากุระที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ กรุงโตเกียว เมื่อไหร่ที่ซากุระสายพันธุ์สีขาวเริ่มออกดอก ก็จะถือว่าฤดูกาลชมซากุระได้เริ่มอย่างเป็นทางการ! (แต่คนส่วนใหญ่ก็ชมกันไปตั้งนานแล้ว ไม่รอแบบทางการหรอกครับ)

ปกติต้นซากุระที่ศาลเจ้ายาสุกุนิจะบานในช่วงปลายมีนาคม-ต้นเมษายนของทุกปีครับ แต่ระยะหลังๆ สงสัยโลกร้อนกระมัง มาปีนี้ (2017) เจ้า Somei Yoshino ต้นนี้ก็ออกดอกตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมาแล้วล่ะ! ซึ่งการบานในปีนี้ถือว่าพลิกสถิติมากๆ เพราะเร็วกว่าค่าเฉลี่ยถึง 5 วันและบานแซงหน้าหลายๆเมืองในญี่ปุ่นในรอบ 9 ปีเลยทีเดียว

ซากุระ พันธุ์ Somei Yoshino เวลา Full Bloom ครับ โอทารุถ่ายไว้ที่เมือง Hida-Furukawa

9. ดอกของซากุระนั้น กินได้!

หลายๆคนอาจคิดว่าซากุระดีแต่สวยงาม แต่จริงๆมันทานได้ด้วยนะครับ โดยส่วนที่ทานได้ของซากุระ ก็คือ ดอกและใบของมันนั่นเอง! โดยดอกและใบของมันสามารถนำมาทำเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มได้หลายประเภทด้วยล่ะ ผมขอยกตัวอย่างที่คิดว่าเพื่อนๆน่าจะลองทานได้นะ เช่น ซากุระดองเกลือ (Sakura Shioduke) หรือ ชารสซากุระ (Sakurayu) หรือจะทานขนมญี่ปุ่นที่ชื่อว่า ซากุระโมจิ (Sakura Mochi) ก็ได้ โดยซากุระโมจิที่จะห่อด้วยใบจากต้นซากุระ ซึ่งรสชาติหวานของโมจินั้นจะตัดกับใบซากุระที่มีรสเค็มพอดีครับ นอกจากนี้ยังมีซากุระมันจู (Sakura manjuu) ซึ่งมีลักษณะคล้ายโมจิ แต่จะเป็นก้อนกลมใหญ่โรยด้วยเกลือที่ได้จากซากุระด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีขนมหวานแปรรูปรสซากุระอีกมากมายที่ชาวญี่ปุ่นสร้างมาให้ชาวเราเสียเงินกันอีกเพียบ ทั้งช็อกโกแลต ลูกอม หรือขนมหวานประเภทอื่นๆครับ ใครมีโอกาสไปญี่ปุ่นช่วงซากุระบานก็ลองหาทานดูนะครับ ถือว่าเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวไงล่ะครับ ^^

ลองไปเดินดูตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆนะครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเกร็ดความรู้ของซากุระ ผมเชื่อว่าบางเรื่องที่เขียนมานั้นหลายๆคนอาจยังไม่ทราบ แต่พอตอนนี้ได้ทราบแล้วก็หวังว่าจะช่วยให้การชมซากุระของเพื่อนๆได้อรรถรสมากยิ่งขึ้นนะครับ เอาเป็นว่าขอให้เที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยความสุขใจนะครับ แล้วพบโอทารุกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ!

-----------------------------------------------

ขอขอบพระคุณข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากอาจารย์แฟนต้า Thanakorn Jaisuksakuldee ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น สำหรับการเขียนบล็อกในครั้งนี้นะครับ _/\_

ภาพปก http://2.bp.blogspot.com/-tu8krqKBTdQ/UBe7qvUtFbI/AAAAAAAAACU/LuSlsnQYyeg/s1600/Lovely-ShinyGirl+Collection+-+yamazakura.jpg

ภาพประกอบข้อสอง 

http://www3.hilton.com/resources/media/hi/DCASHHH/en_US/img/shared/full_page_image_gallery/main/HH_cherryjeffersonmem_675x359_FitToBoxSmallDimension_UpperCenter.jpg

ภาพประกอบข้อสี่ https://files.tofugu.com/articles/japan/2014-10-10-ono-no-komachi/ono-no-komachi-at-heian-court.jpg

ภาพประกอบข้อสี https://andikaikhsan.files.wordpress.com/2013/04/img_3742_resize.jpg

ภาพประกอบข้อเก้าและข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ http://justhungry.com/eating-sakura-cherry-blossoms-and-leaves-article-japan-times

Continue reading
1570 Hits
0 Comments

กำเนิดโดราเอมอน

กำเนิดโดราเอมอน

สวัสดีครับ วันนี้วันที่ 3 กันยายน 2015 เป็นวันดี เด็กญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากพอสมควรเลยนะครับ เพราะทุกๆ ปีในวันนี้คือ วันเกิดของโดราเอมอน สุดยอดแมวอมตะในดวงใจของผู้คนเรือนล้านบนโลกใบนี้นั่นเองครับ!!! วันนี้โอทารุจะขอเล่าประวัติคร่าวๆ ของเจ้าแมวตัวนี้ให้เพื่อนๆ ฟังพอสังเขปนะครับ!

โดเรมอน ถือการ์ตูนญี่ปุ่นกำเนิดจากปลายปากกาของนักเขียนชื่อดังของญี่ปุ่นท่านหนึ่ง นั่นก็คือ อาจารย์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (ชื่อนี้คือนามปากกานะครับ ชื่อจริงของอาจารย์คือ ฮิโรชิ ฟูจิโมโตะ) ผลงานของท่านนอกจากการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนแล้ว ยังมีผลงานอีกหลายเรื่องที่ชาวไทยรู้จักกันดี นั่นก็คือ ผีน้อยคิวทาโร่ (แต่เรื่องนี้เขียนร่วมกับอาจารย์ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ เอ ซึ่งเป็นคนวาดเรื่องนินจาฮาโตริ) ปาร์แมน โมจาโกะ หนูน้อยนักประดิษฐ์คิเทเรสึ มามิสาวน้อยพลังจิต ชิมปุย โปโกะเนียว ฯลฯ 

หน้าตาของอาจารย์ Fujiko F Fujio ครับ

สำหรับเจ้าแมวญี่ปุ่นตัวนี้อาจารย์ได้วาดและนำเสนอเป็นรูปเล่มและตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) โดยมีตอนสั้นๆที่เป็น original ทั้งหมด 1,345 ตอน โดยแบ่งออกเป็นการ์ตูนสั้นๆ จบในตอนครับ (original ที่ว่า มี 45 เล่มครับ ประเทศไทยก็มีขายทั่วไป แต่ราคาก็กระโดดขึ้นเกือบทุกปีเหมือนกัน ใครจะซื้อเก็บก็ซื้อได้ครับ) ส่วนที่เป็นตอนยาว แบบอนิเมะ (การ์ตูนภาพเคลื่อนไหว+ที่ฉายในโรงหนัง) ปัจจุบันก็มีเยอะมากหลายซี่รียส์ โดยแบ่งได้ดังนี้ 

-Series 1979 ถือเป็น Original series เลยครับ เพราะอาจารย์ท่านวาดเองเกือบทุกตอน เริ่มตั้งแต่ลงจอเมื่อปี 1980 ในชื่อตอน (ภาษาไทย) ว่า ไดโนเสาร์ของโนบิตะ ไปจนจบตอนบุกอาณาจักรโฮ่งเหมียวเมื่อปี 2004 ที่ผ่านมาครับ (แต่อาจารย์เสียชีวิตด้วยโรคตับไปเมื่อปี 1996 ครับ ตอนที่เหลือลูกศิษย์ก็ช่วยกันวาดต่อ)

-series 2005 ขึ้นไปจะเป็นตอนใหม่หรือเอาตอนเก่ามารีเมคครับ (ใครเกิดยุคโชวะ เท่าที่ถามดูจะบอกว่าหลายภาคที่มารีเมคสู้ภาคดั้งเดิมไม่ได้ครับ อันนี้คงแล้วแต่ความชอบ) ล่าสุดตอนต่อไป ปี 2016 เป็นตอนรีเมคของตอนโนบิตะกับกำเนิดประเทศญี่ปุ่น (รีเมคเวอร์ชั่น 1989)

-นอกจากนี้ยังมีตอนสั้นแบบยี่สิบนาทีบ้าง สี่สิบนาทีบ้าง ตลอดไปจนถึงมีเรื่องราวของโดเรมี น้องสาวของโดเรมอนแยกออกมาทำการ์ตูนต่างหาก รวมไปถึงตอนที่มี The 7 Doraemon อีกด้วยครับ ยังไม่พอ มีนักวาดการ์ตูนอีกหลายคนขอลิขสิทธิ์ไปวาด spin off เรื่องอื่นๆ อีกเยอะ ที่เห็นชัดๆ ก็มี Dorabase เรื่องหนึ่งล่ะครับ (เป็นแก๊งค์โดเรมอนไปตีเบสบอลแข่งกับชาวบ้าน ในเมืองไทยมีขายครับ ไปหาอ่านได้แต่ออกช้าหน่อย)

สำหรับโดเรมอน พล็อตเรื่องหลักผมคงไม่สาธยายนะครับเพราะส่วนใหญ่ทุกคนก็รู้หมดอยู่แล้ว แต่จะมาบอกว่าเคยอ่านมาจากนิตยสารบางเล่มถึงเบื้องหลังตอนจบที่ค่อนข้างเศร้าครับ

ตอนจบของโดราเอมอน

-หลายคนอาจจะบอกว่าโดเรมอนไม่มีวันจบ เรื่องนี้ผมไม่เถียงครับ ทุกวันนี้ก็ฉายกันให้ดูไม่หมด แต่สมัยที่อาจารย์ฟูจิโกะป่วยจนต้องไปนั่งเขียนเรื่องที่โรงพยาบาลนี่มีกระแสว่าอาจารย์เขียนตอนจบไว้จริงๆนะครับ (อาจารย์ป่วยเรื่องตับมานาน จะมีอยู่ช่วงนึงที่โดเรมอนจะออกแนวดาร์คๆ ไม่สนุก มีใครสังเกตไหมครับ ที่ช่วงนั้นมันดาร์คเพราะอาจารย์เริ่มหมดแรงจะเขียนแล้วครับ ประกอบอาการป่วยก็ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ขาดช่วง) ปรากฏว่ามีวันหนึ่งอาจารย์เขียนตอนจบไว้ได้ Super SAD มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพราะ....

ปรากฏว่าตอนจบที่อาจารย์วางไว้ก็คือ โนบิตะป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่างต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน เพื่อนๆ ก็มีไม่มาก มาวันหนึ่งโนบิตะตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลแล้วถามพ่อกับแม่ว่าโดเรมอนอยู่ที่ไหน พ่อแม่ก็งงและก็บอกว่าไม่รู้จักโดเรมอน "ลูกคิดไปเองแล้ว การผจญภัยอะไรที่ไหนกัน โดเรมอนคือใคร? วันนี้มีชิซุกะ ไจแอ้นท์ ซุเนะโอะมาเยี่ยมแค่นั้นเอง"

--> เป็นไงครับ Hurt กันไหมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ถ้าจบแบบนี้?!!?!? ปรากฎว่าทางสมาพันธ์การ์ตูนญี่ปุ่น (ผมไม่รู้จะเรียกยังไง) สั่งแบน!!!!! เพราะถือว่าเป็นการทำลายความฝันของเหล่าเด็กน้อยโดยสิ้นเชิงครับ!!! แน่นอนครับ ผมอ่านบทความนี้ครั้งแรกยังช็อค! ขืนเผยแพร่ออกไปก็ปิดตำนานได้เลย...กระนั้นผมก็พอเข้าใจอารมณ์ของอาจารย์ตอนนั้นนะครับ เพราะว่าหลังจากตอนจบนี้ไม่นาน อาจารย์ก็จากโลกนี้ไปครับ......T_T

-->ขอบอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ได้แต่งเอง และก็อ่านมาจากนิตยสาร ถ้าคิดว่าข่าวมั่วก็ไปเบลมนิตยสารนั้นเอง ทุกวันนี้นิตยสารที่ว่าก็ยังวางขายตามแผงหนังสือชั้นนำด้วยแหละ!!!

เอาล่ะ เอาเป็นว่าเรื่อง SAD คงไม่เกิดขึ้นครับ โอทารุก็หวังไว้ว่าจะได้ติดตามผลงานอมตะของอาจารย์ต่อไปและผมก็หวังให้เพื่อนๆ ที่ตามอ่านบล็อกก็ไม่ลืมสนับสนุนโดเรมอนให้อยู่คู่กับโลกของเราตลอดไปนะครับ อิอิ สำหรับบล็อกนี้อาจจะค้างๆคาๆ แต่บอกเลยว่าโลกของโดเรมอนถ้าเขียนจริงๆ ก็เป็นเดือนล่ะครับ ยิ่งกว่าทำ report ส่งสอบปลายภาคอีกนะ เพราะมันแตกสาขาออกไปได้อีกมากครับ เอาเป็นว่าอ่านตอนจบแบบดาร์คแล้วว่างๆ โอทารุจะมาเขียนเรื่องโดเรมอนแบบสว่างๆ บ้างก็แล้วกันครับ

Continue reading
4038 Hits
0 Comments

ยุคสมัยของญี่ปุ่น

ยุคสมัยของญี่ปุ่น

สวัสดีครับเพื่อนๆ หลังจากที่โอทารุเขียนเรื่องเกี่ยวกับมารยาทในการโดยสารรถไฟญี่ปุ่นไปแล้วในบล็อกก่อน ครั้งนี้ก็ขอเน้นแบบวิชาการเบาๆ บ้างก็แล้วกันนะครับ! อย่าเพิ่งเบื่อกันเสียก่อนกับเรื่องที่จะอ่านต่อไปนี้ เพราะผมจะพยายามเอาวิชาการใส่ลงไปให้น้อยๆ แต่อ่านเอาเป็นความรู้เพลินๆจะดีกว่าครับ

ความเป็นมาของญี่ปุ่นจริงๆ สามารถย้อนอดีตไปได้ไกลกว่า 200,000 ปีก่อนคริสตกาลที่นักโบราณคดีได้ค้นพบว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ในเกาะญี่ปุ่นครับ แต่กว่าจะมีร่องรอยอารยธรรมให้ค้นพบแบบจริงจังก็ต้องประมาณ 32,000 ปีก่อนคริสตกาลเข้าไปโน่นแนะครับ เพราะว่าสมัยนั้นมนุษย์ยังเป็นพวกเร่ร่อน ล่าสัตว์เก็บของป่าไปเรื่อยๆ สัตว์หมด อาหารหมดก็ย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ การสร้างบ้านเรือนแล้วปักหลักเป็นแหล่งๆจึงยังไม่เกิดขึ้นในยุคนี้ (แต่สมัยนั้นญี่ปุ่นติดจีนนะครับ! เพราะเป็นยุคน้ำแข็งนั่นเอง แผ่นดินจึงสูงกว่าปัจจุบันนี้มากๆ ทำให้มนุษย์สามารถข้ามฟากจากเมืองจีนไปญี่ปุ่นได้ครับ)-->ถ้าใครเคยดูการ์ตูนโดเรมอนตอนพิเศษที่ย้อนไปแดนญี่ปุ่นโบราณก็ช่วงนี้นี่แหละครับ! เอาเป็นว่าพอมนุษย์ได้ลงหลักปักฐานที่ญี่ปุ่นแล้ว ก็เริ่มสร้างอารยธรรมขึ้นมาครับ โดยหลายสำนักอาจจะแบ่งยุคต่างๆ ไว้ตามแบบฉบับของตัวเอง แต่เพื่อความเข้าใจง่าย โอทารุก็ขอซอยย่อยให้เข้าใจง่ายดังนี้

1. ยุคโจมอน 14,000-300 ปีก่อนคริสตกาล -->ยุคนี้เริ่มอารยธรรมครับ เริ่มมีการสร้างบ้านทำไร่ทำนา เครื่องปั้นดินเผาก็มีนะ ที่ญี่ปุ่นหลายแห่งมีแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้อยู่พอสมควรเลยครับ หากสนใจก็ไปชมกันได้

2. ยุคยาโยอิ 300 ปีก่อนคริสตกาล-ค.ศ. 250 -->ยุคยาโยอิ (ไม่เกี่ยวกับร้านอาหารชื่อดังเลยแม้แต่นิดเดียว) ยุคนี้เริ่มมีความวิจิตรเรื่องงานปั้นทั้งหลาย แต่ก็มีการบุกรุกถิ่นฐานจากคนแผ่นดินใหญ่ทำให้คนที่อยู่มาก่อนต้องอพยพหนี (นักโบราณคดีบางคนบอกว่า พวกที่บุกรุกมาจากแผ่นดินใหญ่นี่แหละคือบรรพบุรุษของคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน ส่วนคนยุคโจมอนที่อยู่มาก่อนแล้วโดนแย่งที่ก็คือ บรรพบุรุษชาวไอนุในปัจจุบันนั่นเอง)

3. ยุคโคฟุน ค.ศ. 250-538 --> ยุคนี้ญี่ปุ่นเริ่มมีความเป็นปึกแผ่น รวมตัวกันเป็นอาณาจักร โดยมีจุดเด่นคือ ผู้นำ จะถูกฝังในหลุมฝังศพที่มีลักษณะเหมือนรูกุญแจ ส่วนขนาดจะเล็กใหญ่มากน้อยก็แล้วแต่บารมีครับ ยุคนี้ยังคงมีความพิศวงอยู่เพราะโคฟุนบางแห่งอยู่มาเป็นพันปียังไม่มีการขุดค้นอย่างจริงจังด้วยซ้ำ มีอยู่ที่นึงใหญ่มากๆ ใกล้เมืองโอซาก้า มองจากมุมสูงนี่เหมือนรูกุญแจมากๆครับ (โคฟุนมีมากแถวโอซาก้า นาระ)

โคฟุนของจักรพรรดินินโตกุ ศตวรรษที่ 5 ขนาดใหญ่มาก ภาพนี้ถ่ายจากอากาศ มีคูน้ำล้อมรอบสามชั้น ปัจจุบันไม่เปิดให้เข้าชม ไม่เปิดให้มีการขุดค้นทางโบราณคดีและดูแลโดยสำนักพระราชวังญี่ปุ่นครับ ส่วนตัวโอทารุว่า เก่งมากๆนะครับที่ออกแบบมาขนาดนี้ได้ สมัยก่อนไม่มีเครื่องบิน แต่ออกแบบได้สมมาตรกันดีมากๆเลย

4. ยุคอาซุกะ ค.ศ. 538-710 -->ยุคนี้เริ่มเข้าสู่ยุคคลาสสิค มีการรับศาสนาพุทธจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาในแดนญี่ปุ่น ส่วนลัทธิชินโตก็เริ่มเข้ามามีบทบาททางสังคมและมีการติดต่อกับอาณาจักรเกาหลีครับ

5. ยุคนาระ ค.ศ. 710-794 --> ยุคนี้ย้ายเมืองหลวงไปสู่ "เฮโจเคียว" ซึ่งก็คือ เมืองนาระ ในปัจจุบันนั่นเอง และในช่วงนี้แหละครับที่มีการสร้าง "วัดโทไดจิ" ที่มีหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในวิหารของวัดในปัจจุบันนั่นเอง!

6. ยุคเฮอัน ค.ศ. 794-1185 --> คนไทยจะเริ่มคุ้นชื่อเฮอันบ้างละครับ เพราะยุคนี้ก็คือ ย้ายเมืองหลวงจากนาระ ไปที่ "เฮอันเคียว" หรือ เมืีองเกียวโต ในปัจจุบันครับ!!! ยุคนี้มีการพัฒนาหลายอย่างรวมถึงการรับวัฒนธรรมจากเมืองจีนเข้ามามากขึ้น ตลอดจนสงครามเก็นเปอันมีชื่อเสียงของสองตระกูลใหญ่ คือตระกูลไทระ และตระกูลมินาโมโตะ (สุดท้ายตระกูลมินาโมโตะชนะครับ)

7. ยุคคามาคุระ ค.ศ. 1185-1333 --> ยุคนี้คนไทยก็คุ้นอีกเช่นกัน เพราะชื่อเดียวกับเมืองคามาคุระที่มีหลวงพ่อโตไดบุทสึ ที่เวลาทัวร์โตเกียวต้องจับทุกคนไปไหว้นั่นแหละครับ!! ยุคนี้มีการย้ายเมืองหลวงมาที่คามาคุระอยู่ช่วงหนึ่ง จะได้ไกลตาสมเด็จพระจักรพรรดิ (ต้องเข้าใจว่าพระจักรพรรดิมีตำแหน่งใหญ่ก็จริง ใครก็เคารพ แต่อำนาจทางทหารมันไปตกอยู่กับตระกูลใหญ่ใกล้ตัวต่างหาก! ดังนั้นถ้ากุมทหารไว้เยอะ คนก็อาจจะมองว่าเจ้าคนนี้คิดกบฎ สู้ออกมาตั้งเมืองใหม่แล้วทำตัวยิ่งใหญ่ไกลๆดีกว่าครับ) นอกจากนี้สมัยนี้ยังโด่งดังจากการบุกรุกของกุบไลข่าน ที่สั่งทหารของตนล่องเรือมาหวังยึดเกาะญี่ปุ่นด้วย ปรากฎว่าเจอพายุใหญ่ซัดกองเรือจมทะเลครับ ครั้งนั้นพายุดังกล่าวได้รับการขนานนามจากผู้คนว่า "Kamikaze" ด้วยนะครับ ความหมายคือ "ลมแห่งพระเจ้า" (แต่คนสมัยใหม่จะเข้าใจว่ามันคือ การพลีชีพในสงครามโลกครั้งที่ 2)

8. ยุคมุโรมาจิ ค.ศ. 1333-1568 --> ยุคนี้ก็เป็นยุคที่มีการสร้างวัฒนธรรมที่ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบันครับ เช่น การชงชา การจัดสวนญี่ปุ่น การชำกิ่งบอนไซ ละครโนะห์ การจัดดอกไม้ แถมด้วยการมาถึงของ "ฝรั่งตาน้ำข้าว" พร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาคริสต์และเทคโนโลยี "ปืน" และที่คนไทยแทบทุกคนรู้จักกันดีก็คือ "อิคคิวซัง" เกิดในยุคนี้นี่แหละ ต่อมาก็เกิดยุคสงครามกลางเมืองระหว่างแม่ทัพต่างๆ ยุคนี้ดังมากจนเอาไปสร้างเป็นเกม/หนัง/นิยายมาเยอะแล้ว คือยุคเซนโกกุ ครับ (เป็นช่วงแทรกในยุคมุโรมาจินี่แหละ)

รูปปั้นของอิคคิวซัง ท่านมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่มีแค่ในการ์ตูนครับ

9. ยุคอะซุชิ-โมโมยามะ ค.ศ. 1568-1600 -->ผลพวงจากยุคเซนโกกุที่แม่ทัพทั้งหลายรบกัน มีอยู่สามคนที่โดดเด่นที่สุด นั่นคือ โอดะ โนบุนางะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โตกุกาว่า อิเอะยาสึ ทั้งสามคนเคยเป็นสหายร่วมรบกันมาก่อน แต่ภายหลังเสือย่อมอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เมื่อโอดะ โนบุนางะตายเพราะถูกแม่ทัพตัวเองทรยศ ฮิเดโยชิจึงรับช่วงต่อ (คนนี้แหละครับ เจ้าของปราสาทโอซาก้าตัวจริงที่เราไปเที่ยวในทุกวันนี้!!) และสุดท้ายก็ถูกอิเอยาสึประกาศตัดไมตรีและเข้ารบกัน สุดท้ายอิเอยาสึชนะครับ (สงครามที่ทุ่งเซกิงาฮาระ เป็นสงครามที่นองเลือดมากๆ ของญี่ปุ่น แต่นี่คือจุดเปลี่ยนประเทศญี่ปุ่นเลยล่ะครับ! แต่ผมไม่เล่านะ ไม่งั้นยาวววว)

10. ยุคเอโดะ ค.ศ. 1600-1868 --> ครั้นอิเอยาสึชนะในศึกสงครามก็รวบรวมประเทศเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ก็ได้ปกครองประเทศอย่างยาวนานมากครับ โชกุนตระกูลอิเอยาสึยังคงมีเชื้อสายสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ครับ ส่วนช่วงนี้จะมีเหตุการณ์ที่เด็กไทยก็ได้เรียนด้วย นั่นคือ ช่วงนี้แหละที่ "ยามาดะ นางามาซะ" ชาวญี่ปุ่นได้เดินทางมาที่กรุงศรีอยุธยาและได้เป็นข้ารับใช้ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ช่วงหนึ่งนั่นเองครับ!! ส่วนทางญี่ปุ่นเองก็ใช่ย่อยเพราะโชกุนมีนโยบายขับไล่ฝรั่งออกไปจากประเทศให้หมด (ตัดปัญหาเรื่องศาสนาคริสต์ด้วย เพราะมีเหตุจลาจลเกิดขึ้นจากความต่างทางศาสนาจริงๆ) คงเหลือแต่ให้ค้าขายได้เล็กน้อยที่เกาะเดจิมะเท่านั้น ต่อมาก็มี "เรือดำ (คุโระฟุเนะ)"จากสหรัฐอเมริกา นำทีมโดยพลเรือจัตวาแมทธิว เพอรี่ เข้ามา "บีบ" ให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศและทำการค้าด้วย จุดนี้ก็เริ่มทำให้โชกุนหนักใจ เพราะความที่ปิดประเทศมานาน เทคโนโลยีโลกมันเดินหน้าไปไกลแล้ว เพราะอเมริกาเลิกใช้เรือใบแล้วครับ เขาใช้เรือกลไฟแทนแล้ว แถมหุ้มเกราะเหล็กอีกต่างหากอาวุธก็เป็นแบบไฮเทคหมดแล้ว ปืนใหญ่ ปืนกลก็ยิงได้ไวขึ้นถี่ขึ้น สุดท้ายโชกุนก็ต้องยอมเปิดประเทศแถมสงครามโบชินอีก สุดท้ายตระกูลโตกุกาวะก็ต้องคืนอำนาจให้พระจักรพรรดิญี่ปุ่นหลังจากปกครองประเทศมากว่าสองร้อยปีครับ

คุโระฟุเนะ หรือ เรือดำ ในจินตานาการของศิลปินชาวญี่ปุ่น สังเกตให้ดีครับว่าเป็นเรือกลไฟ

11. ยุคปฎิรูปเมจิ ค.ศ. 1868-1912 --> ยุคนี้ญี่ปุ่นก็มีสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ทรงย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมาที่ "เอโดะ" หรือ "กรุงโตเกียว" ในปัจจุบันนี้นั่นเอง! จากนั้นญี่ปุ่นก็ทำการปรับปรุงตนเองขนานใหญ่ให้ทัดเทียมประเทศตะวันตก ส่วนเหตุการณ์ที่คนไทยพอจะนึกออกในช่วงนี้ก็คือ "The Last Samurai" นำแสดงโดย Tom Cruise นั่นเองครับ เกิดเหตุการณ์ช่วงนี้แหละ แต่ซามูไรคนสุดท้ายตัวจริงเป็นคนญี่ปุ่น ชื่อ ไซโก ทาคาโมริ นะครับ

12. ยุคไทโช ค.ศ. 1912-1926 --> ยุคนี้ตรงกับสงครามโลกครั้งที่ 1 และรัชกาลที่ 6 ของสยามประเทศครับ! ครั้งนี้ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรและได้รับชัยชนะในที่สุด

13. ยุคโชวะ ค.ศ. 1926-1989 --> ยุคนี้คนไทยก็รู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นยุคที่คุ้นหูมากที่สุดยุคหนึ่งทั้งในการ์ตูน หนังสือและสื่อต่างๆ ตลอดจนเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยครับ โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต้ครองบัลลังก์ ยุคก่อนสงครามจะปะทุญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้ามากนะครับ มีเรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินรบ แถมมีเรือดำน้ำและอาวุธต่างๆที่่ทันสมัยมากๆ แถมมีรถใต้ดินสายแรกในประเทศเมื่อปี 1927 ด้วยซ้ำ! (สร้างก่อนหน้าประเทศไทย 77 ปี!!!) และแม้ว่าญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แบบราบคาบ แต่จิตวิญญาณของคนญี่ปุ่นสุดยอดมาก ทำให้ประเทศผงาดเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจได้ในช่วงปลายปี 80s ในที่สุดครับ อ้อ! การ์ตูนโดราเอมอนก็เกิดในยุคนี้นะครับ ตีพิมพ์เมื่อปี 1969 นี่แหละครับ!!

โดราเอมอน ฉบับ Manga เล่มแรก ทุกวันนี้ก็ยังตีพิมพ์อยู่ครับ

14. ยุคเฮย์เซย์ ค.ศ. 1989-ปัจจุบัน --> สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา และคงไม่ต้องบอกอะไรมากเพราะนี่คือทุกวันนี้ของญี่ปุ่นนั่นแหละครับ นอกจากเหตุการณ์สำคัญเมื่อปี 2011 ที่เกิด Tsunami แถวโทโฮขุจนทำให้เกิดวิกฤตรังสีรั่วไหลที่โรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ที่น่าจะส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องแก้ปัญหาไปอีกนานพอสมควร พร้อมกับพิษเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลในปัจจุบัน.....

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นฉบับรวบรัด โอทารุก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านคงจะได้รับความรู้กันบ้างนะครับ เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นจะได้เข้าใจความเป็นมาขอบญี่ปุ่นกันให้มากขึ้นครับ จะได้สนุกกันหรือร้องอ๋อบ้างไม่ใช่อะไรก็งง ถ่ายรูปอย่างเดียว ^_^ พบกันใหม่บล็อกหน้านะครับ!!!

 ----------------------------------------------------------

ติดต่อโอทารุได้อย่างไร?

add friend ทาง Facebook ครับ พิมพ์คำว่า Otaru Taichou ในช่องค้นหา เดี๋ยวว่างๆผมจะเข้าไป add เองครับ หรือติดต่อมาที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. ก็ได้ แต่อีเมลล์อาจจะตอบช้าหน่อยนะครับ ไม่ได้เข้าไปเช็คทุกวัน!

Continue reading
19818 Hits
0 Comments

การปฏิบัติตัวในฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น

การปฏิบัติตัวในฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น

สำหรับวันนี้ แอดโอทารุจะขอแนะนำเทคนิคเล็กๆน้อยๆสำหรับเพื่อนๆที่จะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนนะครับ

หลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบนะครับว่าที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีฤดูร้อนเหมือนกัน ไม่ได้มีแต่ฤดูหนาวอย่างเดียว! และโอทารุมั่นใจว่ายังมีเพื่อนๆอีกหลายล้านคนที่คิดว่า "เมืองไทยร้อนสุดๆแล้ว" ณ จุดนี้แอดอยากจะบอกว่า "ตอนแรกผมก็คิดยังงั้น ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้วเพราะที่ญี่ปุ่นร้อนกว่า!!!" ถามว่ามันเป็นไปได้ยังไง คงต้องบอกว่าเป็นไปได้ครับ เพราะผมเพิ่งไปโอซาก้ามาตอนปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม อากาศโดยรวมประมาณ 35 องศาเซลเซียสครับ แม้แต่คนญี่ปุ่นยังถือพัดตลอดเวลาเดินถนนแถมหลบเข้าที่ร่มเหมือนคนไทยเป๊ะ! มันร้อนมากครับและไม่ใช่ร้อนแบบแสบผิวนะ มันร้อนแบบเราทนได้แต่แดดจะเผาแขนเราให้ดำได้โดยไม่รู้ตัวและก็จะรู้สึกไม่สบายตัวด้วย เพราะเหงื่อมันจะไหลตลอดเวลา จุดนี้แหละครับที่ทรมานมากกกกก

เอาล่ะ พออ่านมาถึงตรงนี้ ผมฟันธงได้เลย ยังมีคนไม่เชื่อผมอีกเยอะแล้วก็บอกว่า "เว่อร์ไปป่าว เมืองไทยนี่แหละร้อนสุดๆ" ผมก็ขอบอกอีกครั้งนะครับ "ไว้เจอเองก็แล้วกัน" โอทารุคงขอบาย ยกเว้นไปฮอกไกโด อันนั้นพอไหว! ทีนี้เรามาเข้าเรื่องที่ผมจั่วหัวไว้ดีกว่าครับ นั่นคือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน 

1. ใส่เสื้อผ้าบางๆ ระบายเหงื่อได้ดี จะใส่แขนสั้น แขนกุด หรือกางเกงขาสั้นก็ได้ สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปไม่มีปัญหาครับ

2. พกน้ำดื่มไปทานด้วยตลอด จิบๆ เอาก็ได้ เพราะร่างกายจะสูญเสียเหงื่อตลอด ถ้าไม่ดื่มน้ำเลยโอกาสเป็นลมสูงนะครับและที่สำคัญ "อย่างก เพราะค่าน้ำแพง" 

3. พยายามหลบเข้าที่ร่มถ้าทำได้ โดยเฉพาะการเดินในแหล่งท่องเที่ยวครับ

4. ถ้าเดินไม่ไหว หลบเข้าห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าใหญ่ๆ ไปเลยครับ เปิดแอร์กันเย็นฉ่ำแน่นอน (บนรถไฟก็สบายใจได้ เปิดแอร์เหมือนกัน)

5. การพกร่มไปด้วยก็ไม่ผิดกติกาครับ คนญี่ปุ่นก็ทำกัน ถ้าไม่อยากหอบไปจากเมืองไทย ตามร้าน 100 เยนก็มีขายครับ

6. ถ้าไปเที่ยวเอง พยายามอย่าจัดโปรแกรมอัดเยอะ เพราะความเหนื่อยจะมากกว่าตอนอากาศเย็นแน่นอน เป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาก็หมดสนุกครับ

7. น้ำประปาในญี่ปุ่นจริงๆดื่มได้นะครับ ถ้าหาซื้อไม่ได้ก็เอามือรองเอาได้เลย ยกเว้นก๊อกไหนที่ไม่สะอาดจะมีป้ายติดไว้เลยครับว่าห้ามดื่ม

สำหรับเทคนิคที่ว่ามานี้อาจจะเป็นอะไรที่เบสิค แต่โอทารุก็ขอแนะนำไว้ให้ทราบครับ การเดินทางจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไปครับ ฤดูนี้โอทารุแนะนำว่าควรเน้นเที่ยวเล็กๆพอ แต่ไปเน้นช้อปปิ้งในห้างหรือขึ้นเหนือไปฮอกไดโดแทนก็ได้ (ทางนั้นอากาศเย็นกว่าเกาะฮอนชูและคิวชูครับ) Enjoy summer in Japan นะครับ แล้วพบกันใหม่!!

-ใครอยากเป็นเพื่อนกับโอทารุ add Facebook มาได้เลยนะครับ พิมพ์ Otaru Taichou เจอแน่นอน!!!

 

Continue reading
1199 Hits
0 Comments

แผ่นไม้ขอพรที่ญี่ปุ่น

แผ่นไม้ขอพรที่ญี่ปุ่น

เคยสังเกตกันไหมครับ เวลาที่เราไปศาลเจ้าญี่ปุ่นมักจะมีแผ่นไม้แขวนไว้เสมอ พอเดินเข้าไปใกล้ๆก็จะเห็นว่าแผ่นไม้เหล่านั้นจะมีคำอธิษฐานไว้ด้วย เพื่อนๆสงสัยกันไหมครับว่ามันคืออะไร?

โอทารุอยากจะบอกว่าแผ่นไม้เหล่านั้นคือแผ่นไม้ขอพรนั่นเองครับ! ภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า เอมะ ส่วนหน้าตาของแผ่นไม้ก็อาจะแตกต่างกันไปในแต่ละที่ รวมไปถึงลวดลายต่างๆ ตลอดจนการใช้สีและลูกเล่นต่างๆด้วย บางครั้งแผ่นไม้พวกนี้ก็วาดเป็นปีนักษัตรด้วยนะครับ! แอดเคยเจอรูปงู น่ารักเชียวล่ะ! ส่วนการขอพรเวลามาเที่ยวญี่ปุ่น จะขออะไรก็ขอไปเถอะครับ ที่เป็นมงคลน่ะเทพเจ้าท่านรับรู้ทั้งนั้นแหละ!

ส่วนคำถามที่ว่าที่ไหนบ้างที่จะพบได้ง่ายๆ โอทารุขอบอกว่าเอาง่ายสุดในโตเกียว "ก็ข้างๆวัดเซนโซจิไงครับ มีศาลเจ้าอยู่ (ที่คนไทยชอบเรียกว่า วัดอาซากุสะนั่นแหละ ทั้งที่จริงๆแล้วอาซากุสะเป็นชื่อย่านนะครับ ไม่ใช่ชื่อวัด) นอกจากนี้หากโชคดีจะได้เจอพิธีแต่งงานแบบชินโตด้วยล่ะ" 

ตัวอย่างแผ่นไม้ขอพรที่แขวนกันพรึ่บ! 

ส่วนเพื่อนๆที่สงสัยว่า "แผ่นไม้พวกนี้เอากลับบ้านได้หรือเปล่า???" ก็ขอตอบเลยว่า "ได้แน่นอนครับ แต่ก็ต้องจ่ายเงินให้เรียบร้อยนะครับ แล้วเราจะแขวนไว้ที่ศาลเจ้าหรือจะเอากลับไทยก็ไม่มีปัญหาครับ" ^__^

ภาพนี้จากกล้องของโอทารุ ที่ศาลเจ้าอาซากุสะ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 ครับ!

-------------------------------------------------------

 ติดต่อโอทารุผู้เขียนบล็อกนี้ได้อย่างไร?

หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องการท่องเที่ยวญี่ปุ่นแล้วอยากสอบถาม --> เชิญ add friend ทาง Facebook ครับ พิมพ์คำว่า Otaru Taichou ในช่องค้นหา เดี๋ยวว่างๆ ผมจะเข้าไป add เองครับ

Continue reading
1927 Hits
0 Comments

สินค้าและแหล่งช้อปปิ้งในญี่ปุ่น Tamade (อ่านว่า "ทามะเดะ")

สินค้าและแหล่งช้อปปิ้งในญี่ปุ่น Tamade (อ่านว่า "ทามะเดะ")

บทความวันนี้จะขอกล่าวถึงสินค้าและแหล่งช้อปปิ้งในญี่ปุ่น และ ซุปเปอร์มาเก็ตญี่ปุ่น ให้เพื่อนๆได้เก็บไว้เป็นไอเดียหรือที่แวะละลายทรัพย์นะครับ

วันนี้ขอแนะนำห้างซุปเปอร์มาร์เกตแบบท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวหลายคนยังไม่รู้จักครับ

ซุปเปอร์แห่งนี้ชื่อ Tamade (อ่านว่า "ทามะเดะ" ไม่ใช่ทาเมดหรือแทมเอด) ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ JR Temma หรือ รถไฟใต้ดินสายสีม่วงที่เมืองโอซาก้า! โอทารุเข้าไป survey เรี่ยบร้อย ใครชอบบรรยากาศแบบบ้านๆ ต้องจัด เพราะเอาไว้ขายประชาชนญี่ปุ่นธรรมดาจริงๆ ของกินราคาถูกและของใช้ก็พอมีครับ ส่วนเครื่องสำอาง เชิญไปซื้อร้านขายยาใกล้ๆกันได้เลยครับ ไม่ต้องไปแย่ง/มุงซื้อที่นัมบะหรือชินไซบาชิเลย สบายมากๆ!!

 

ติดต่อโอทารุได้อย่างไร?

add friend ทาง Facebook ครับ พิมพ์คำว่า Otaru Taichou ในช่องค้นหา เดี๋ยวว่างๆผมจะเข้าไป add เองครับ หรือติดต่อมาที่ [email protected] ก็ได้ แต่อีเมลล์อาจจะตอบช้าหน่อยนะครับ ไม่ได้เข้าไปเช็คทุกวัน!

Continue reading
3369 Hits
0 Comments