กำลังเปรียบเทียบข้อมูล

 

EasyBlog

This is some blog description about this site
รีวิว Vietnam Airline ไป Fukuoka และกลับทาง Nagoya

สวัสดีครับ! วันนี้โอทารุจะมาจัดหนักกับการรีวิวสายการบินระดับชาติของเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันเพื่อนๆชาวไทยเริ่มให้ความสนใจและใช้บริการกันมากขึ้นทุกปีๆครับ นั่นก็คือ สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ (Vietnam Airline) นั่นเอง! ว่าแล้ว เราก็มาเข้าสู่เนื้อหากันเลยครับ

ก่อนอิ่นก็คงต้องขอปูพื้นให้เพื่อนๆผู้อ่านรู้ background ของสายการบินแห่งนี้สักเล็กน้อยไว้ประดับความรู้นะครับ เป็นนิสัยการเขียนของผมเองแหละครับ ก็เวลาเราอ่านอะไรต่อจะได้เข้าใจมากขึ้นไงล่ะครับ ^^

ความเป็นมา

สายการบินแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1956 ครับ (ก่อนการบินไทยกำเนิดถึง 4 ปี) และเมื่อปี 1989 ก็ได้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจหนึ่งที่มีชื่อของประเทศเวียดนามครับ ปัจจุบันสายการบินี้มีเส้นทางบินไปยัง 52 จุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป และทวีปเอเชียด้วยครับ นอกจากนี้เวียดนามแอร์ไลน์ยังมีฝูงบินประจำการมากถึง 83 ลำ (ข้อมูลล่าสุด กรกฎาคม 2017) ซึ่งในฝูงบินนี้ก็มี Boeing 787-9 ที่ถือว่าใหม่มากๆ ถึง 11 ลำด้วยกันครับ! และข้อมูลล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาเมื่อปลายปี 2016 ก็คือ สายการบิน All Nippon Airways ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของสายการบินญี่ปุ่นก็ได้เข้าถือหุ้นในสายการบินเวียดนามถึง 8.8 % พร้อมกับเตรียมการถ่ายทอดการบริหารจัดการสไตล์ญี่ปุ่นให้เข้าถึงสายการบินนี้มากขึ้นอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ใครที่เป็นสมาชิก Skyteam ก็สามารถสะสมไมล์จากสายการบินเพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆได้ด้วยล่ะครับ ส่วน Hub ของสายการบินนี้มี 2 สนามบินคือ สนามบินนานาชาติ Noi Bai (อ่านว่า โนยบ่าย) ที่กรุงฮานอย และสนามบิน Tan Son Nhat (อ่านว่า เติ่นเซิ่นเญิ้ต) ที่เมืองโฮจิมินห์ครับ

เส้นทางบินที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเส้นทางการบินที่เพื่อนๆนิยมใช้และเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นนั้น โอทารุขอบอกเลยว่า "มีให้เลือกหลายเส้นทางเลยครับ!" ไล่มาเรื่อยๆ จากเหนือลงใต้ดังนี้

1. Tokyo : Haneda Airport (HND)

2. Tokyo : Narita International Airport (NRT)

3. Nagoya : Chubu Centrair International Airport (NGO)

4. Osaka : Kansai International Airport (KIX)

5. Fukuoka : Fukuoka Airport (FUK)

**ปัจจุบันนี้ยังไม่มีเส้นทางบินสู่ Sapporo ที่ Shin Chirose Airport (CTS) นะครับ ใครอยากบินก็ต้องใช้ codeshare ไปก่อนครับ

จะสังเกตได้ว่าสายการบินเวียดนามมีเส้นทางบินไปญี่ปุ่นหลายเมืองทีเดียว ดังนั้น เพื่อนๆที่กำลังเล็งสายการบินใดสายการบินหนึ่งเพื่อไปยังเมืองต่างๆที่ผม list ไว้ก็ลองพิจารณารีวิวของผมนะครับ ^^

เส้นทางที่โอทารุเลือก

เนื่องจากฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 ที่ผ่านมาผมยังไม่เคยบินไปลงทางคิวชูและมีแผนจะเที่ยวทางนาโงย่าด้วย ก็เลยตกลงปลงใจกับเส้นทาง กรุงเทพ-ฮานอย(เปลี่ยนเครื่อง)-ฟุกุโอกะ/นาโงย่า-ฮานอย(เปลี่ยนเครื่อง)-กรุงเทพ หรือ BKK-HAN-FUK/NGO-HAN-BKK ตามรหัส IATA ครับ ทั้งนี้ขอบอกเพื่อนๆก่อนว่า "ผมให้ Travel Agent ที่ใช้ประจำอยู่จองให้ เพราะถ้าเราจองจากหน้าเว็บของสายการบินต้องไป/กลับสนามบินเดียวกันครับ" และเมื่อจ่ายเงินแล้วผมก็ได้รอวันเดินทางอย่างใจจดใจจ่อล่ะครับ!

วันเดินทางจริง@สนามบินสุวรรณภูมิ (ฺBKK)

ให้เพื่อนๆเดิินไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ของสายการบินที่ Row L ครับ คนค่อนข้างเยอะทีเดียวเพราะมีทัวร์ไปเที่ยวเวียดนามและคนเวียดนามเองก็กลับประเทศเยอะพอสมควรครับ (ดูภาพประกอบก็ได้) จากจุดนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงครับ แต่ถ้าใครเช็คอิน online มาก่อนก็จะมีแถวให้เราแยกไปโหลดกระเป๋าเช่นกัน ดังนั้นถ้าเพื่อนๆคนไหน ทำ internet check in มาก่อนได้ก็ประหยัดเวลาไม่น้อยเลยครับ และเมื่อทำการเช็คอิน+โหลดกระเป๋าแล้ว เราจะได้ Boarding Pass 2 ใบนะครับ!!! ย้ำว่าสองใบนะ คือ ใบนึงเป็นกรุงเทพ-ฮานอย อีกใบนึงเป็นฮานอย-ฟุกุโอกะ ดังนั้น เพื่อนๆห้ามทำหายเด็ดขาดจนกว่าจะบินถึงญี่ปุ่นแล้วครับ ไม่งั้นเรื่องใหญ่แน่นอน! 

อ้อ! ลืมบอกอีกอย่าง สำคัญมาก หลายคนน่าจะปลื้มเพราะ Vietnam Airline ให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดโหลดกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม FREE!!! (Carry-on ขึ้นเครื่อง 7 กิโลกรัมอีกหนึ่งใบ) ไปรอรับที่ปลายทางที่ญี่ปุ่นได้เลยจ้าาาาา ส่วนชั้นธุรกิจ จะโหลดได้ 2 ใบ และน้ำหนัก 30 กิโลกรัมต่อใบ + carry-on อีก 2 ใบด้วยครับ 

สำหรับเที่ยวบินและเวลาที่เราจะทำการบินในวันนี้ (วันที่ 2 ธันวาคม 2016) มีดังนี้ครับ 

VN 612 กรุงเทพ-ฮานอย (BKK-HAN) เวลา 19:05 น. - 20:55 น.

VN 356 ฮานอย-ฟุกุโอกะ (HAN-FUK) เวลา 01:35 น. - 07:20 น. (+1)  

จะสังเกตได้ว่าลักษณะของเที่ยวบินที่ผมเลือกคือ บินหัวค่ำจากไทยถึงเวียดนามตอนกลางคืนแล้วรอต่อเครื่องประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าจากนั้นเครื่องจะออกจากเวียดนามตอนตีหนึ่งครึ่ง (ตรงนี้นับเป็นวันที่ 3 ธันวาคม 2016 ตามระบบสากลที่นับวันใหม่ตอนเที่ยงคืนนะครับ) แล้วก็ไปแลนดิ้งที่ฟุกุโอกะตอนเช้าพอดี ซึ่งเที่ยวบินที่ผมใช้นี้ก็เหมาะกับใครที่เลิกงานแล้วก็สามารถตรงดิ่งไปสนามบินได้ไหวอยู่ครับ หรือจะลางานครึ่งบ่ายก็ไม่เลวเหมือนกันครับ

ผมจะขอข้ามขั้นตอนการผ่านด่านตรวจคนเข้า/ออกราชอาณาจักรไทยไปเลยนะครับเพราะกระทู้มือใหม่มีเป็นพันกระทู้ และขอแว้บไปตอนที่อยู่บนเครื่องบินเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา

*เวลาบินอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นก่อนวันเดินทางสักวันสองวันแนะนำให้เพื่อนๆเช็คข้อมูลกับทางสายการบินก่อนเสมอครับ เผื่อเขามี email แจ้งเลื่อนเวลาบินจะได้ไม่พลาดครับ (ไม่เฉพาะสายการบินนี้นะครับ ควรทำให้เป็นนิสัยกับทุกสายการบินครับ)

บนเครื่องบิน

บอกก่อนว่าเครื่องบินที่เราจะใช้ทำการบินไปฮานอยในวันนี้เป็นเครื่อง Airbus A321 ครับ ที่นั่งเป็นแบบ 3-3 มีแถวเดียว อารมณ์เหมือน Air Asia บ้านเราเวลาบินไปสิงคโปร์ มาเก๊า บาหลี หรือแถวอาเซียนนี่ล่ะครับ แต่ลักษณะเครื่องจะโปร่งกว่าหน่อยและก็มีบางแถวจะมีที่นั่งเหลือแค่ 2-2 ตามโครงสร้างของเครื่องบินด้วยครับ ไปเช็คเว็บไซต์พวกที่นั่งบนเครื่องบินเองนะครับ ไม่ยากๆ อ้อ! ลืมบอกว่า เครื่อง A321 รุ่นนี้ ไม่มี PTV ส่วนตัวนะครับ ต้องแหงนมาดูจอเล็กๆบนเพดานอย่างเดียว ใครขี้เบื่อก็โหลดหนังมาดูแก้เซ็งละกันนะ!

อ่ะ 3-3 ไหมล่ะครับท่านผู้ชม!!!

สำหรับการบริการขาไปฮานอย แอร์สาวก็ใส่ชุดอ๋าวหญ่ายสีสวยคอยเดินให้บริการ แม้หน้าตาจะไม่ยิ้มแย้มเท่าไหร่แต่ภาษาอังกฤษก็ถือว่าสื่อสารได้ดีครับ น้ำมีเสิร์ฟให้ฟรี หรือจะเอาน้ำผลไม้ น้ำอัดลมก็ได้แล้วก็อาหารก็มีให้เลือกสองแบบ ก็คือ 

1) ชุดหมูพร้อมมันฝรั่งอบ+ยำวุ้นเส้นไก่+ขนมปัง+เค้ก 

2) ชุดบะหมี่เนื้อพร้อมเห็ดและผัก+ยำวุ้นเส้นไก่+ขนมปัง+เค้ก ดูภาพประกอบก็แล้วกันเนอะ

ระหว่างที่แอร์สาวกำลังเสิร์ฟนั้น ถ้าสังเกตดูจะรู้สึกเลยว่าบรรยากาศจะเร่งรีบนิดนึง บางคนเคยบอก "เซิ้ง" กันเลยทีเดียวเพราะเราบินแค่หนึ่งชั่วโมงนิดๆเองครับ แต่พนักงานต้องเสิร์ฟทั้งน้ำทั้งอาหาร จะมาทำแบบพิธีรีตองก็คงไม่ทันกาลแหละ อันนี้ส่วนตัวผมไม่ว่าเลยครับเพราะเวลามันจำกัดจริงๆ เห็นใจเหล่า CA (Cabin Attendant) กันด้วยเถอะครับ

สนามบิน Noi Bai (HAN)

หลังจากอิ่มหนำแบบกึ่งอืด เครื่องก็ร่อนลงที่สนามบินนานาชาติ Noi Bai กันในเวลาราวๆ สองทุ่มกว่าๆ ครับ ซึ่งมาถึงตรงนี้บอกเลยว่า "ไม่ต้องรีบเลย" เพราะสนามบิน Noi Bai เล็กมากเมื่อเทียบกับสนามบินนานาชาติที่อื่นๆในโลกเช่น ยุโรปหรืออเมริกา ค่อยๆเดินได้เลยครับเพราะเครื่องที่ออกไปโตเกียวก็ออกตั้ง "ห้าทุ่ม" โน่นแน่ะ ยิ่งของผมออกตั้งตีหนึ่งกว่า...แล้วจะวิ่งเพื่อ!?!?! พอออกจากเครื่องบิน เดินตามป้าย transfer ไปเลยครับ มันจะอยู่ตรงข้ามด่านตรวจคนเข้าเมืองพอดี (ใครมาเที่ยวเวียดนามก็เข้าตรงนั้นแหละ คนไทยฟรีวีซ่าอยู่แล้ว เชิญไปเที่ยวสบายๆครับ)

เมื่อมาถึง Transfer Counter ยังไงก็จะเจอกลุ่มคนกระจุกอยู่ตรงนั้นตามรูปนี้เลย จากนั้นรอสักพัก จะมีเจ้าหน้าที่ในชุดยูนิฟอร์มมาเปิดประตูที่มีบันไดเลื่อนขึ้นไปชัั้นบนพร้อมกับนั่งโต๊ะตรวจ passport ของเราทีละคนๆครับ พอเขาตรวจเสร็จจะให้ขึ้นบันไดเลื่อนไปด้านบนแล้วก็จะเป็นด่าน X-ray + สแกนของเหลวตามปกติครับ ขอกระซิบดังๆว่า "ถ้ามีขวดน้ำ...ไม่ต้องทิ้งขวด แค่เทน้ำออกก็พอ พ้นด่านตรวจไปมีตู้กดน้ำหลายตู้เลย ประหยัดดี 555"

และจากจุดนี้ก็จะเป็นเวลาแห่งการรอคอยอีกหลายชั่วโมงสำหรับผมล่ะครับ พอพ้นด่านตรวจมาได้จะเจอทางแยกซ้ายขวา คือ แยก Gate เป็นสองฝั่งนั่นเอง ใครที่มีเวลาตรงนี้ไม่มากหรือต้องไปไฟลท์ห้าทุ่มของโตเกียว ให้ตรวจหมายเลข Gate จากหน้าจอได้ครับ มีวางอยู่อันเบ้อเริ่ม อ้อ! อันนี้สำคัญมาก...ตรงบริเวณ Gate ต่างๆนี้มี Free Wifi นะครับ แรงพอสมควรแต่ถ้าเราปิดหน้าจอหรือไม่ได้เล่นนานๆ สัญญาณจะตัดไปเองต้อง log in เข้าใหม่ครับ

ส่วนผมซึ่งบินไปเมืองเล็กอย่าง Fukuoka ก็ต้องรอคอยกันอีกนาน ผมเลยถือโอกาสเดินสำรวจสนามบิน Noi Bai ให้เพื่อนๆได้รู้กันเลยดีกว่า เริ่มจากฝั่งซ้ายก่อนละกัน พอผมทราบ Gate ของตัวเองแล้วก็เดินไปฝั่งซ้ายครับ ร้านรวงส่วนมากตรงนี้ก็จะเป็นร้านขายของฝากซึ่งก็แอบสไตล์บ้านเราครับ คือ ร้าน 10 ร้านขายของเหมือนกันทุกอย่าง เข้าไปเหอะ ราคาก็เท่าๆกัน (เท่าที่สำรวจดูนะ) ที่ผมเห็นเพื่อนๆชาวไทยซื้อกันมากก็ กาแฟเวียดนามนี่แหละ แต่ผมไม่ใช่คนดื่มกาแฟก็เลยไม่ได้สนใจนัก ส่วนร้านอาหารที่พอจะฝากท้องได้ก็มี Burger King แล้วก็ร้านเฝอเวียดนามครับ สำหรับราคานั้น ขอบอกเลยว่า ที่นี่คิดเป็น USD (ดอลลาร์สหรัฐ) ใครจะซื้อก็พกดอลลาร์ติดมาด้วยละกัน ส่วนเงินด่อง ก็น่าจะรับนะ แต่ป้ายราคาอาหารมักจะเขียนเป็น USD แบบชัดๆเลยครับ  ผมเดินมาจนสุดทางก็จะเป็นเก้าอี้สีน้ำตาลวางอยู่ตาม Gate แล้วก็มีสนามเด็กเล่นให้น้องๆได้เล่นเพลินๆฆ่าเวลาด้วย

อันนี้สนามเด็กเล่นขนาดเล็กครับ

เชื่อไหมว่าถ้าเดินแบบ window shopping นะ คือ ไม่ซื้อไม่ถามอะไรเลย เดินแค่ 20 นาทีก็สุดอาคารแล้ว!!! สุดทางก็กระจกและวิวเครื่องบินอ่ะ สนามบินเล็กมาก! ใครขี้เบื่อเตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะ! จากนั้นก็ถ่ายเครื่องบินเล่นๆหนึ่งลำก่อนเดินย้อนกลับไปที่จุด X-ray +สแกนของเหลวครับ จะบอกว่าใกล้ๆจุด X-ray มีทางขึ้นไป Lounge ของสนามบินด้วยนะครับ (ขออภัยจริงๆ ไม่ได้ถ่ายรูปมา) คือ คนธรรมดาอย่างเราก็สามารถใช้บริการได้ แต่ถ้าจำไม่ผิด เขาคิด 30 USD ต่อคนนะครับ (เกือบๆ 1,000 บาทไทย) มีป้ายราคาแปะอยู่ตรงทางขึ้นครับ ผมเองก็ไม่ได้ขึ้นไป...บอกตรงๆ ไม่ลีลาว่า "งกนั่นแหละ" 555 ถัดมาก็จะเจอร้าน Dutyfree ครับ ซึ่งราคาของที่ขายในนี้ส่วนตัวขอบอกแค่ว่า "อดทนไว้ไปซื้อที่เจแปนเถอะ" แต่ใครจะซื้อก็ไม่ว่ากันครับ...จากนั้นผมก็เข้าสู่โซนฝั่งขวาครับ

ที่โซนฝั่งขวาผมก็ยังคงเจอร้านขายของที่ระลึกแบบฝั่งซ้ายอีกบานตะเกียงซึ่งของที่ขายก็เหมือนกันหมดเลย....เฮ้ย! อยู่กันได้ไงอ่ะ บอกตรงๆว่าอยากรู้ครับ!!! แต่ที่ฝั่งนี้มีร้าน JALUX ซึ่งแอบดูดีกว่าชาวบ้านพอตัว พอเดินเข้าไปก็ อ๋อออออออ ร้านนี้เน้นขายของ Made in Japan หรือขนมจากญี่ปุ่นนี่หว่าาาาา ก็เลยดูดีกว่าปกติ แต่ราคาขายก็บอกเลยว่า "คิดราคาเดินทางออกนอกเกาะแล้วนะครับ" คิดให้ดีก่อนซื้อนะจ๊ะๆๆ 

ยังดีที่โซนนี้ก็มีร้านอาหารและร้านเฝอให้เลือกรับประทานกันอีกครับ เผื่อใครหิวก็ลองได้นะ ผมเห็นบางคนที่รีวิวบอกว่า ชามใหญ่ คุ้มค่าในราคา 100 กว่าบาทไทย (เฝอคิดชามละ 4-8 USD โดยประมาณ ไม่รู้ตอนนี้ขึ้นยังนะ) จากนั้นผมก็เดินไปเรื่อยๆ จนสุดอาคารอีกครั้ง!!! ซึ่งก็ใช้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น! โอ้ยยยยย สนามบินเล็กมาจริงๆ แถมเดินเป็นเส้นตรงด้วย จะว่าง่ายก็ง่ายดีแหละครับ แต่มันก็แอบเซ็งอ่ะนะ ว่าแล้วผมก็หาทำเลเก้าอี้น้ำตาลที่ไม่มีใครนั่งแล้วก็นั่งเล่นมือถือยาวๆ + งีบหลับไปด้วยประมาณครึ่งชั่วโมงครับ (ใครหลับตั้งปลุกด้วยล่ะ) 

ภาพนี้ถ่ายตอนเกือบๆเที่ยงคืนได้ครับ

คืออยากจะบอกว่า ผมเองก็มานั่งเก้าอี้ตอนสี่ทุ่มนิดๆอ่ะนะ ระหว่างนั้น Gate ที่จะไปโตเกียวมันก็เปิดประมาณห้าทุ่มนิดๆ ผมก็ได้แต่มองผู้โดยสารที่จะไปโตเกียวเพราะว่าพวกเขาจะได้ไปก่อนครับ 555 อิจฉานั่นแหละ บอกตรงๆไม่อ้อมค้อมแถมเครื่องบินยังใช้ 787 Dreamliner ใหม่กิ๊งอีกต่างหาก ไม่อิจฉาได้ไงล่ะ! แล้วพอเที่ยงคืนกว่าๆนะ ก็เป็นตาของ flight ไป Osaka เมืองโปรดของผม!!! โอ้ยยย เราก็ยังนั่งเล่นมือถือจนแบตหมดต้องหาที่ชาร์จ (ซึ่งก็หาได้ยากยิ่ง) ก็ยังไม่ได้ขึ้นเครื่องซะที จนไฟลท์โอซาก้าปิดประตูแล้วนั่นแหละก็เลยเงียบสงบอีกครั้ง จนในที่สุดตอนตีหนึ่งผมก็ไปยืนรอหน้า Gate ของตัวเองและก็ภาวนาให้เครื่องออกตรงเวลาซะที ทั้งง่วงทั้งเริ่มขี้เกียจแล้ว

ในที่สุด ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว เมื่อเจ้าหน้าที่ในชุดอ๋าวหญ่ายเดินมาที่เคาน์เตอร์ของ Gate และประกาศขึ้นเครื่องตามเวลาครับ ผมนี่ดีใจมาก รีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำแล้วต่อคิวรอขึ้นเครื่องทันที รอนานจนรากจะงอกแล้วเนี่ย!

ขึ้นเครื่องอีกครั้ง!

เครื่องบินยังคงเป็นแบบ A321 ที่นั่งแบบ 3-3 เช่นเดิมครับ! และก็แน่นอนว่า ไม่มี PTV อีกแล้ว แต่เชื่อว่าตอนนี้ก็ตีหนึ่งกว่าๆ เพื่อนๆก็น่าจะเริ่มง่วงกันบ้างแล้วเหมือนผมครับ หลังจากที่เครื่องบินทะยานได้ไม่นานนักก็หรี่ไฟและมีการแจกผ้าห่มกันครับ จากนั้นใครใคร่หลับก็หลับเถอะ เพราะใช้เวลาบินจริงๆ แค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง! ผมเหรอ...หลับต่อสิครับ! ง่วงจะตายอยู่แล้ว ^^

ส่วนที่นั่งยังคงเดิม...ไม่เปลี่ยนแปลง

หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่ชั่วโมง กัปตันก็จะเปิดไฟและได้เวลาซัดอาหารเช้ากันแล้วครับ (ท้องฟ้าจะยังมืดอยู่และหลายคนงัวเงียมาก เพราะมันก็ประมาณเกือบๆตีห้าครับ) และก็แน่นอนว่ามีเมนูให้เลือกสองอย่างเช่นเคยพร้อมน้ำดื่ม/น้ำผลไม้และเหล้าไวน์ต่างๆตามมาตรฐาน ส่วนเมนูอาหารมีดังนี้ครับ

1) ชุดอาหารญี่ปุ่น : เป็นข้าวกับปลานึ่งและมีคามาโบโกะกับขิง+ขนมปัง+ผลไม้

2) ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวพร้อมถั่วแระ+ขนมปัง+ผลไม้ 

ต่อมาเหล่า CA ก็เริ่มเดินเก็บถาดอาหารและผู้โดยสารก็เตรียมตัวเข้าห้องน้ำกันแล้ว ไม่นานกัปตันก็ประกาศลดระดับเพดานบินลงสู่ท่าอากาศยานฟุกุโอกะครับ ทิวทัศน์รอบๆ ก็เป็นวิวทะเลกับเมืองตามปกติ (ไม่มีวิวฟูจิซังนะครับ อยู่โคตรไกลจากที่นี่ ใครเห็นบอกเลยว่า โม้แน่นอน) พร้อมกับการแลนดิ้งสู่รันเวย์ของสนามบินอย่างปลอดภัยพร้อมความตื่นเต้นที่ได้กลับมาเยือนญี่ปุ่นอีกครั้งครับ ^^

สนามบินฟุกุโอกะ

สนามบินฟุกุโอกะมีขนาดเล็กมาก แต่ก็เป็น international นะครับ ส่วนใหญ่ไฟลท์จากเมืองใหญ่ของจีน/เกาหลีเยอะมาก สำหรับไฟลท์ของผมเองนั้น พอลงจากเครื่องได้ก็รีบไปต่อคิวเข้า ตม. ครับ เช้าตรู่แบบเจ็ดโมงนี่ก็เริ่มมีแถวนักท่องเที่ยวสะสมเหมือนกัน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ผ่านคิว ตม. ได้อย่างราบรื่นครับ

หลังจากรับกระเป๋าและผ่านด่านศุลกากรจอมละเอียดมาได้ ก็จะเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นอย่างแท้จริงแล้ว!!! ผมเองก็บ่ายหน้าสู่ JR Hakata เพื่อจับชินคันเซนไปเที่ยว Okayama ต่อครับ และก็เป็นการจบรีวิวขามาในช่วงนี้ครับ เอ้า! อ่านมาถึงตรงนี้ ผมให้เบรกกกกกก แล้วเดี๋ยวผมจะข้ามไปที่สนามบินจูบุ เซนแทร์ ที่นาโงย่าต่อเลยครับ 

สนามบินจูบุ เซนแทร์ (์NGO)

ถ้ามีคนที่เลื่อนลงมาโดยไม่ได้อ่านตอนขามา คงสงสัยว่า ผมจองแบบไปกลับคนละสนามบินได้ไง ในเว็บไซต์ของเวียดนามมันไม่ให้นี่(หว่า) ผมก็ขอย้ำอีกทีว่า "ผมจองกับ Agent ที่ใช้ประจำครับ ไม่ได้ซื้อทางเว็บครับ clear นะ!" สำหรับสนามบินแห่งนี้ ผมว่าใหญ่กว่าทางฟุกุโอกะนิดนึงนะ และก็มีร้านอาหาร/ช็อปปิ้งให้เลือกมากกว่าพอสมควรครับ ส่วนของเด็ดก็คือ Deck ไว้ดูเครื่องบินนี่แหละ ใครเป็น Plane spotter น่าจะชอบกันอย่างแน่นอน มีเลนส์เทเลก็มาฝึกที่นี่ได้ครับ ^^

ว่าแล้วก็มาต่อเรื่องขากลับกันครับ เมื่อมาถึงสนามบินแล้ว ของเวียดนามต้องไปที่เคาน์เตอร์เช็คอิน Row A นะครับ จะมีเจ้าหน้าที่ยืนคอยอยู่แล้ว และก็เป็นอีกครั้งที่ผมแนะนำว่า "ทำ internet check in มาก่อนเถอะ ชีวิตจะดีมากขึ้นมาก" ผมเองก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีในการต่อคิวครับแล้วก็โหลดกระเป๋า+สัมภารกทั้งหลายอย่างสบายตัวครับ และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเข้าสู่ด้านในของผู้โดยสารขาออกนอกประเทศแล้วล่ะ T_T ไปญี่ปุ่นทีไร (ถ้าไปเที่ยว) ไม่เคยอยากกลับเลยสักครั้ง ฮือๆ ครั้งนี้ก็เช่นกันครับ!

ขอย้ำด้วยว่า เราจะได้ boarding pass สองใบเช่นเคยนะครับ คือ ขา NGO-HAN ใบนึง และก็ขา HAN-BKK อีกใบนึง อย่าทำหายนะครับ! ส่วนกระเป๋าก็โหลดได้ฟรีเหมือนขามาทุกประการครับ!

เมื่อผ่านด่านตรวจ ตม. ขาออกแล้วก็เชิญช็อปปิ้งตามอัธยาศัยครับ ร้านที่คนต่างชาติเข้าไปรุมมีอยู่ร้านเดียวครับ ก็ร้านนี้เขาขายพวกมันฝรั่งฮอกไกโด Royce และขนมต่างๆที่ในเมืองไม่มีขายไงล่ะ! งานนี้รีบแย่งกันซื้อนะครับ บางทีไปช้าของหมด กว่าจะมาเติมระวังจะตกเครื่องนะ อิอิ

สำหรับเที่ยวบินและเวลาที่เราจะเดินทางกลับในวันนี้ (วันที่ 12 ธันวาคม 2016) คือ

VN 347 นาโงย่า-ฮานอย (NGO-HAN) เวลา 10:30 น. - 13:55 น.

VN 613 ฮานอย-กรุงเทพฯ (HAN-BKK) เวลา 16:15 น. - 18:05 น.  

ขึ้นเครื่องขากลับ

ต้องบอกว่า "อีกแล้วครับท่าน" เครื่อง A321 ยังตามมาหลอกหลอนกันอีก ขอไม่อธิบายผังที่นั่งแล้วนะครับ เบื่อหน่ายและซ้ำซาก แต่จะมาบอกว่า เจอเรื่อง surprise มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!! คือ ตอนที่เครื่องบินกำลังทะยานขึ้นฟ้าอ่ะนะ ผมนั่งทางขวามือของเครื่องบินติดหน้าต่าง ตอนนั้นเครื่องบินเพิ่งไต่ระดับความสูงไม่ถึงสิบนาที ผมก็นั่งมองหน้าต่างเพลินๆในใจก็คิดว่า เฮ้อ...หลังๆไม่ได้เห็นฟูจิซังเลย คิดถึง ทว่า.....อีกไม่กี่วินาทีต่อมา ผมก็สังเกตเห็นสามเหลี่ยมขาวๆ โด่เด่อยู่ตรงสุดหน้าต่างเลย และ...อีกไม่กี่วินาทีถัดมา ผมก็คว้ามือถือมากดไม่ยั้งเลยครับ เพราะนั่นคือ ฟูจิซังงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!! กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด บอกตรงๆว่าตอนนั้นดีใจมากจริงๆ เพราะผมยังไม่เคยอ่านเจอรีวิวที่มีคนบอกว่า ถ้ามาสนามบินนาโงย่าจะเห็นฟูจิซังเลย แต่ผมมั่นใจว่า "ใช่เธอแน่นอน" เอาภาพนี้ไปดูครับ!!! 

อย่างไรก็ตาม ดีใจได้ไม่กี่นาที เครื่องก็เบนหัวไปทางตะวันตกแล้วมุ่งหน้าสู่กรุงฮานอยครับ ผมเองก็นั่งฟังเพลงพร้อมเก็บความดีใจไว้กับตัวแบบบรรยายไม่ถูกจริงๆ ขอบคุณที่มาส่งยิ้มให้ก่อนกลับนะครับฟูจิซัง พบกันแค่ปลายตาก็ยังดีล่ะนะ...และเมื่อเครื่องบินไต่ระดับได้คงที่แล้วก็เป็นเวลาแจกข้าวแจกน้ำกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง...ผมก็ต้อง Surprise ซ้ำสองจริงๆ นี่มันหมัดเด็ดมัดใจโอทารุชัดๆ เพราะเมนูอาหารที่ให้เลือกในเช้าวันนี้ก็คือ

1) ข้าวหน้าปลาไหล หรือ Unagi + บะหมี่เย็น +ลูกชิ้นและไข่หวาน +ผลไม้/ขนมปัง ที่หลายคนชอบนั่นเอง ผมเองก็ขอกรี๊ดดดดดดดดด รอบสองกันเลยทีเดียว เพราะผมชอบทานปลาไหลสุดๆครับ!

2) ใครไม่ทานปลาไหล ไม่ต้องตกใจ เขามีข้าวหน้าหมูผัดซอส + บะหมี่เย็น +ลูกชิ้นและไข่หวาน +ผลไม้/ขนมปัง

บรรยากาศภายในเที่ยวบินขากลับ ส่วนใหญ่หลังทานข้าว เท่าที่สังเกต คือจะหลับกันครับ เพราะเที่ยวบินมันออก 10 โมงครึ่ง ผมก็ต้องตื่นตั้งแต่หกโมงโน่นล่ะ กว่าจะมาถึงสนามบินก็เกือบแปดโมงแล้ว บอกตรงๆว่า ง่วงหลายๆครับ นอนดีกว่า!

ขากลับจากฮานอย

ทุกอย่างเหมือนตอนขามาครับ บรรยากาศเดิมแต่คนพลุกพล่านมากขึ้น ขากลับมีเวลาต่อเครื่องแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้นซึ่งก็ดีแล้วเพราะผมไม่มีอะไรต้องช็อปปิ้งที่เวียดนามครับ ก็รอขึ้นเครื่องอย่างเดียวและก็เอียนเครื่อง A321 ไปอีกคำรบหนึ่งเพราะมันก็คือเครื่องบินแบบที่เราจะนั่งกลับไทยนั่นล่ะครับ สำหรับอาหารในขากลับนี้ เป็นบะหมี่ไก่ครับ เอาจริงๆ คือ ยังอิ่มอยู่แล้วก็อยากนอนมากกว่าก็เลยเอามาทานนิดหน่อย ถ่ายรูปแล้วหลับไปจนเครื่องลงที่สุวรรณภูมิอย่างปลอดภัยและเป็นอันสิ้นสุดทริปฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 อย่างสมบูรณ์ครับ

และทั้งหมดนี้ก็คือ Full review จากโอทารุครับ section ถัดไปจะเป็นการสรุปจากความคิดเห็นของผมตลอดจนการที่ผมไปสังเกตสิ่งรอบข้างตอนที่ผมไปใช้บริการนะครับ!

สรุป

เดี๋ยวผมจะแบ่งการให้คะแนนเป็นหัวข้อย่อยๆเหมือนที่เคยรีวิวสายการบินอื่นๆที่เคยใช้บริการนะครับ ทั้งนี้ขอแจ้งว่าคะแนนที่ผมให้นั้น ไม่ได้สะท้อนว่าสายการบินนี้ดีหรือไม่ดี เพราะความคาดหวังในตัวผู้โดยสารแต่ละคนไม่เท่ากัน ตลอดจนปัจจัยจากผู้ให้บริการ ประสบการณ์ที่ได้รับบนเครื่อง/ที่สนามบินก็ต่างกัน ดังนั้น มันจึงไม่มีเกณฑ์วัดผลอะไรที่ตายตัวครับ คะแนนความคิดเห็นก็คือจากผมคนเดียว ดังนั้น อ่านอย่างเป็นกลางจะดีที่สุดครับ ^^ ป่ะ เริ่ม

1. เวลาบินของเที่ยวบินนี้ : จะว่าดีก็ดี เพราะเครื่องออกตอนหัวค่ำ แต่เวลาหัวค่ำนี่ก็ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงสำหรับมนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายเหมือนกันเพราะหนึ่งทุ่มนี่กำลังเป็นเวลารถติดพอดี ยิ่งวันศุกร์แห่งชาตินะคุณเอ๊ยยยยยยย ถ้าออฟฟิศใครอยู่คนละโยชน์กับสนามบินสุวรรณภูมิ ผมว่าลางานครึ่งบ่ายดีกว่าครับ เพราะเราควรไปถึงสนามบินตอน 16:30 น. (สี่โมงครึ่ง) เป็นอย่างช้าครับ สำหรับผมเองก็ลางานช่วงบ่ายเช่นกันเพราะเน้นชัวร์ไว้ก่อนดีกว่าครับ แต่เอาจริงๆ ไฟลท์บินจากไทยไปฮานอยถือว่ามีเยอะพอสมควรนะครับ มีตั้งแต่สายๆถึงหัวค่ำ ถ้าใครฟิตหน่อยก็บินเช้าแล้วออกไปเที่ยวฮานอยสักครึ่งวันก็ยังไหว เพราะกว่าเครื่องจะออกก็ตีหนึ่ง ถือว่าได้เที่ยวเวียดนามไปเลยวันนึงนะ!!! ส่วนเพื่อนๆที่มาจากต่างจังหวัดก็ใช้ครึ่งเช้านี่แหละเดินทางมาสุวรรณภูมิหรือจะลงดอนเมืองแล้วต่อรถเมล์มาให้ทันสักบ่ายสามบ่ายสี่ก็ไม่เลวครับ มีรถเมล์ยิงตรงแล้ว สบายๆ เอาเป็นว่าไฟลท์นี้ ผมให้ 3.5 เต็ม 5 ครับ หักคะแนนตรงออกหนึ่งทุ่มนี่แหละ มันหมิ่นเหม่ระหว่างเลิกงานไวกับลาครึ่งวันและอาจทำให้เราลุ้นในบางครั้งครับ

2. อาหาร : บอกตรงๆว่า ผิดคาดมากกับอาหาร เพราะอร่อยทุกอย่างทุกไฟลท์ตั้งแต่ขามายันขากลับ บอกตรงๆว่าส่วนตัวคิดว่าอร่อยกว่า Cathay หรือ China Airline ด้วยซ้ำ! โดยเฉพาะมื้อนาโงย่า-ฮานอย เอาไปห้าดาวกับปลาไหลบนฟ้า ^^ เอาคะแนนไปเลย 5 เต็ม 5 ครับ อิ่มจริงๆ เพราะเสิร์ฟกันสี่มื้อเลย พกอีโนไปก็ดีนะครับ ระบายลมในท้องไง! 

3. Inflight Entertainment : บอกเลยว่า "ถ้าใครบิน Tokyo หรือ Osaka จะได้เครื่อง 787 รุ่นใหม่ มีทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง" แต่...เส้น Fukuoka หรือ Nagoya ยังเป็นทีวีจอรวมครับ! บอกตรงๆว่า ใครที่รู้ก็จงทำใจแล้วโหลดหนังมาดูในมือถือซะ ส่วนใครไม่ดูหนังก็ยังมีหนังสือให้อ่านบนเครื่องครับ ของสายการบินนั่นแหละ แต่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ! ใครอ่าน ENG ไม่ออกก็ย้อนกลับไปเล่นมือถือไม่ก็นอนดีกว่า...คะแนนส่วนนี้ผมให้ 3 เต็ม 5 ครับ

4. การบริการจากเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน/บนเครื่อง : ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว การบริการก็ปกติไม่ได้มีอะไรระทึกใจหรือต้องทำให้ตัวผมหน้าเบ้หน้างอ แม้แอร์สาวบนเครื่องอาจจะหน้าจิกๆนิดนึงนะครับ แต่โดยรวมก็คือ บริการได้ดี ขออะไรก็รู้เรื่อง (ภาษาอังกฤษนะ) เอาไป 4 เต็ม 5 ครับ

5. Airport Facilities : สนามบินโนยบ่ายถือว่าต่อเครื่องพอไหวในระยะเวลา 3-5 ชั่วโมง แต่ถ้าเกินนี่ส่วนตัวผมว่าทรมานครับเพราะร้านรวงต่างๆจะเริ่มปิดตอน 5 ทุ่ม ถ้าใครหิวก็รีบกินก่อนร้านปิดก็แล้วกัน แต่ก็ขอชมว่ามีตู้น้ำที่กดได้จริงให้เป็นระยะๆ คะแนนภาพรวมผมให้ 3 เต็ม 5 ครับ!

ท้ายที่สุดนี้ ขอกล่าวถึง "ค่าเสียหาย" ก็ค่าตั๋วนั่นแหละ คือ ผมได้มาที่ราคา 9,600 บาทถ้วน (เก้าพันหกร้อยบาทถ้วน) ราคานี้รวมกระเป๋าและเลือกที่นั่งด้วยตัวเองให้แล้ว ส่วนตัวบอกเลยว่า "ปลาบปลื้มกับราคานี้มาก นี่มันราคาพอๆกับตั๋วบินตรงไปสมุยช่วง high เลยนะ!!!" ยิ่งโหลดกระเป๋าฟรีด้วยยิ่งชอบใจครับ บอกเลยว่า ทริปหน้าจะไปใช้บินโตเกียวไม่ก็โอซาก้าแน่นอน!!!!

อย่างไรก็ตาม...มาถึงตรงนี้ ผมขอฝากอีกอย่าง (ท้ายสุดจริงๆ) คือ มือใหม่อาจจะถามว่า ราคาดีแต่กลัวการต่อเครื่อง มันยากไหม ผมบอกเลยครับว่า "ไม่ยาก ไม่ต้องเก่งภาษาอังกฤษเลย ขอแค่ช่างสังเกตแหงนคอดูป้าย transit/transfer ก็พอ อย่าก้มหน้าเล่นแต่โทรศัพท์ ยังไงก็รอด" การต่อเครื่องไม่ใช่เรื่องยากครับ แต่อาจจะเสียเวลา+เหนื่อยในความคิดของเพื่อนๆหลายคน คือ ผมเข้าใจว่าหลายคนอาจจะบินมาจากต่างจังหวัดแล้วต้องมาต่อเครื่องที่สุวรรณภูมิแล้วนี่กรูต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่ฮานอยอีกเหรอฟะ@#$%#!! ก็ต้องล้าเป็นธรรมดาแหละ ดังนั้นการบินตรงจากสนามบินที่ไทยบางทีก็อาจจะสะดวกกว่าก็ได้ อีกทั้งมือใหม่ก็สบายใจได้ว่าไปถึงญี่ปุ่นเลย ไม่มีหลงเพราะบินตรงอย่างเดียว ซึ่งอันนี้ ขอสรุปเลยว่า "้เลือกที่คุณชอบครับ อย่าเลือกตามกระแส อย่าเลือกเพราะได้ยินว่าบินแบบนั้นดีแบบนี้ไม่โดน...เงินเป็นของคุณครับ ตราบใดที่คุณไม่ได้ไประรานใครให้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง จงเลือกในสิ่งที่ใช่สำหรับคุณโลดดดดด" ขอจบสั้นๆ แบบนี้แหละครับ แล้วพบกันใหม่กับโอทารุในสัปดาห์หน้าครับ!!!

--------------------------------------------------------------

ภาพปกจาก http://thetravellingsquid.com/wp-content/uploads/2016/12/Vietnam-Airlines-Reviews.jpg

ภาพที่เหลือทั้งหมดจากกล้องของโอทารุ มีการลงลายน้ำไว้แล้ว เพื่อนๆที่จะนำไปใช้กรุณาขออนุญาตผมก่อนนะครับ!!!

--------------------------------------------------------------   

ติดต่อโอทารุผู้เขียนบล็อกนี้ได้อย่างไร?

หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยเรื่องการท่องเที่ยวญี่ปุ่นแล้วอยากสอบถาม --> เชิญ add friend ทาง Facebook ครับ พิมพ์คำว่า Otaru Taichou ในช่องค้นหา เดี๋ยวว่างๆ ผมจะเข้าไป add เองครับ

รีวิวห้องพัก@Hilton Tokyo (Shinjuku)
รีวิว Mikawaya Honten เรียวกังทำเลดีที่ Asakusa